วันพฤหัสบดีที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ภาษาแปลกๆ กับ ความเชื่อของคริสเตียน


สำหรับผู้ที่ไม่ใช่คริสเตียน และได้มีโอกาสไปโบสถ์บางแห่ง ในช่วงเวลาขณะนมัสการอาจจะได้ยิน เสียงคนพูดภาษาที่ฟังไม่คุ้นหู ไม่ใช่ภาษาไทย ไม่ใช่ภาษาอังกฤษและไม่ใช่ภาษาใดๆ ที่คุณจะฟังรู้เรื่องได้เลย เพราะนั่นคือ "ภาษาแปลกๆ"


คำว่า "ภาษาแปลกๆ"   ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล ใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษ แทนอยู่หลายคำ เช่น speak in tongues ซึ่งถ้าแปลตรงตัวก็แปลว่า พูดภาษาลิ้น  บางทีก็ใช้ว่า Unknown Language หรือภาษาที่ไม่มีใครรู้ และบางทีก็ใช้ตรงๆ คือ Strange Language ซึ่งก็แปลว่า ภาษาแปลกๆ

ทีนี้ความแปลกของภาษานี้อยู่ตรงไหน ก็อยู่ตรงที่ไม่มีใครฟังมันรู้เรื่องมันก็เลยแปลก แล้วจริงๆ คนที่พูดเขาจะพูดทำไม?  และที่พูดนั้นมั่วหรือเปล่า? หลายครั้งการพูดภาษาแปลกๆ ทำให้คนซึ่งไม่ได้เป็นคริสเตียนหรือไม่เคยอ่านพระคัมภีร์ จะรู้สึกงงว่า ตอนนี้เราหลงอยู่ในดงคนบ้าหรือวิกลจริตหรือเปล่า? เพราะภาษาที่ใช้พูดนั้น มีตั้งแต่พึมพำ เงียบๆ ไปจนถึง โหวกเหวก โวยวาย

สำหรับในเรื่องนี้นั้น มี กล่าวถึงไว้ใน ไบเบิ้ล หลายแห่ง แต่ที่จะหยิบยกมาเล่าให้ฟังวันนี้มาจาก 1 โครินธ์ 14: 2-4   ในข้อพระคัมภีร์นี้ ผู้เขียนคือท่านเปาโล ได้กล่าวถึงการพูดภาษาแปลกๆ ไว้ว่า เป็นภาษาที่ไม่ได้มีไว้ใช้กับมนุษย์ แต่เป็นภาษาที่เราไว้ทูลต่อพระเจ้า เหตุว่าภาษาที่เราพูดนี้จะไม่มี มนุษย์คนใดสามารถเข้าใจได้  ดังนั้นการพูดภาษาแปลกๆ จะทำให้ผู้พูดนั้นเจริญขึ้น แต่ฝ่ายเดียว เพราะคนอื่นที่ได้ยินได้ฟังไม่ได้รู้เรื่องหรือเข้าใจด้วย   แต่ท่านเปาโลเองได้ตั้งข้อสังเกตุ เกี่ยวกับประเด็นนี้ไว้ใน 1 โครินธ์ 14:18-19 ซึ่งกล่าวโดยสรุปว่า ท่านเองก็สามารถพูดภาษาแปลกๆ ได้เหมือนกัน ซึ่งอาจจะมากกว่าหลายๆ คนด้วยซ้ำไป  แต่สำหรับในคริสตจักร ท่านมองว่าควรใช้ภาษาที่คนทั่วๆ ไป จะเข้าใจได้  ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการสื่อสารกับคนที่ยังไม่รู้หรือเข้าใจเกี่ยวกับคริสเตียน มิเช่นนั้นแล้ว คนเหล่านี้เมื่อได้ยินได้ฟังภาษาแปลกๆ จะคิดว่าพวกคริสเตียนนี่เหมือนคนบ้า (1 โครินธ์ 14:23)

ท่านเปาโลไม่ได้ต่อต้านการพูดภาษาแปลกๆ ดังที่กล่าวไว้ใน 1 โครินธ์ 14:2 ว่า การพูดภาษาแปลกๆ เป็นการทูลต่อพระเจ้า แต่สิ่งที่ท่านเป็นกังวลคือ การพูดภาษาแปลกๆ กับคนที่ยังไม่ได้เป็นผู้เชื่อ จะทำให้เขาไม่เข้าใจ และพาลคิดไปว่า พวกคริสเตียนนี่เสียสติ    ดังนั้นในประเด็นเกี่ยวกับการพูดภาษาแปลกๆ นี้ แม้แต่ในหมู่คริสเตียนเอง ยังมีความเห็นที่แตกต่างกัน  โดยแต่ละแห่งหรือนิกายก็ตีความพระคัมภีร์ไปตามที่ตัวเองคิดและเชื่อ รวมทั้งมีการอ้างอิงเพียงบางตอน เพื่อสนับสนุนความคิดและความเชื่อของนิกายตน

อย่างไรก็ตาม มีผลการวิจัยของสถาบันทางการแพทย์ของต่างประเทศ ได้ทำการแสกนสมองของ ผู้ที่พูดภาษาแปลกๆ พบว่า มีการทำงานที่แตกต่างจากการอธิษฐานในภาษาท้องถิ่นของตนเช่นภาษาอังกฤษ ซึ่ง สนับสนุนความเชื่อของกลุ่มที่บอกว่า ภาษาแปลกๆ เป็นภาษาฝ่ายวิญญาณที่เราสามารถทูลสิ่งต่างๆ โดยตรงต่อพระเจ้า    ซึ่งผลงานวิจัยนี้ ผมได้นำคลิปจาก Youtube มาให้ท่านผู้อ่านได้ลองชมด้วย และท่านสามารถใช้วิจารญาณ ในการรับชมและรับฟัง


หลายท่านถามมุมมองส่วนตัวของผม ในประเด็นเกี่ยวกับภาษาแปลกๆ  ขอย้ำตรงนี้ก่อนว่าเป็นมุมมองส่วนตัว นะครับ ในอดีต ผมไม่เชื่อในเรื่องภาษาแปลกๆ และเห็นด้วยกับท่านอาจารย์เปาโลว่า ถ้าเราพูดไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะต่อหน้าคนหมู่มากที่มีผู้ที่ยังไม่เข้าใจหรือยังไม่ได้เป็นผู้เชื่ออยู่ด้วยนั้น มันจะดูเหมือนเป็นแหล่งประชุมคนบ้า หรือ พวกคลั่งศาสนา  

แต่หลังจากที่ผมได้ อธิษฐาน ภาษาแปลกๆ อยู่คนเดียว ในห้องในตอนเช้า ในเวลาที่ผมเฝ้าเดี่ยว (quiet time) ผมได้พบว่า การอธิษฐานของผมทรงพลังขึ้น มีกำลังใจดีขึ้น อธิษฐานได้ยาวขึ้นและมีสมาธิในการอธิษฐาน เกิดความสงบขึ้น   ส่วนตัวผมนั้นแม้จะไม่เข้าใจในสิ่งที่ผมพูดออกไประหว่างอธิษฐาน แต่ ผมสามารถรู้สึกและสัมผัสได้ถึงการติดสนิทกับพระเจ้าและพระวิญญาณบริสุทธิ์ 

ดังนั้น ในส่วนตัวของผม การอธิษฐานด้วยภาษาแปลกๆ สามารถเสริมสร้างตัวเราได้ แต่ควรอธิษฐานอยู่คนเดียว ในเวลาส่วนตัว การอธิษฐานหรือพูดภาษาแปลกๆ ในคริสตจักร โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อหน้าผู้ที่ยังไม่ได้รับเชื่อ ไม่น่าจะเป็นการสมควรนัก เพราะจะทำให้เขารู้สึกสับสนและมองคริสเตียนไปในแง่ลบ  นอกเสียจากว่า มีคนแปล ภาษาแปลกๆ นั้นเป็นภาษาถิ่นที่คนนั้นเข้าใจได้ และไม่ควรแย่งกันพูดจนฟังไม่ได้ศัพท์ ควรจะพูดทีละคนและมีคนแปล ถ้าไม่สามารถทำแบบนั้นได้ ควรหลีกเลี่ยงการพูดภาษาแปลกๆ ในคริสตจักรครับ

ธวัชชัย เกิดประดับ
1-07-2010


ไม่มีความคิดเห็น: